ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
 
           
   
     
   

                      ระเบียบปฏิบัติของ... คณะทำงานมูลนิธิสำนักพุทธธรรม

                                                                  หมวดที่ ๑
                                            ชื่อเครื่องหมาย และสำนักงานที่ตั้ง
ข้อ ๑. มูลนิธินี้มีชื่อว่า มูลนิธิสำนักพุทธธรรม ย่อว่า สพธ
เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า…

ข้อ ๒. เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ มือแห่งพี่น้องพุทธบริษัท ร่วมกันกตัญญู เชิดชู ยกย่อง พุทธธรรม ตามรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้
                   
ข้อ ๓. สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิตั้งอยู่ที่... (อยู่ในช่วงดำริก่อสร้าง)    11/2 หมู่.10 ซ.สุวินทวงศ์ 36 ถ.สุวินทวงศ์
                                                              แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

                                                                  หมวดที่ ๒
                                            ข้อ ๔. วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
๔.๑ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเผยแพร่พุทธธรรมทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ฯลฯ จากสำนักพุทธธรรมสู่พี่น้องประชาชน
๔.๒ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้หมู่มวลมนุษย์ชาติทุกวงการ เข้าถึงหรือเกิดมีศีลธรรมขึ้น
๔.๓ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในหมู่มวลมนุษย์ชาติทุกหมู่เหล่า
๔.๔ เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
๔.๕ ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้อง หรือแสวงหาอำนาจทางการเมือง โดยกรณีใดๆ

                                                                  หมวดที่ ๓
                                            ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ข้อ ๕. ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ
๕.๑ เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ( สองแสนบาทถ้วน )
๕.๒ ที่ดิน โฉนดเลขที่ อยู่ในช่วงดำเนินการ
รวมเป็นราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น อยู่ในช่วงดำเนินการ บาท (………………..……………………………)
ข้อ ๖. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
๖.๑ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรม หรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สิน หรือภาระติดพันอื่นใด
๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ โดยผู้นั้นได้ฟังธรรมที่เผยแพร่จากมูลนิธิแล้วอย่างน้อย 8 ครั้ง หรือมาฟังธรรมที่สำนักพุทธธรรมแล้วอย่างน้อย 8 ครั้ง จึงจะบริจาคได้ คือต้องรู้จัก เข้าใจ ปรารถนาร่วมด้วยช่วยเหลือเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา หรือมวลมนุษยชาติ
๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
๖.๔ รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
๖.๕ มูลนิธิไม่มีเป้าหมายแสวงหาทรัพย์สิน หรือสะสมทรัพย์สินให้เป็นภาระ แต่จะสะพัดทรัพย์สินที่สาธารณะมอบให้ด้วยใจปรารถนาตอบแทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เป็นประโยชน์แท้ โดยธรรม แด่มวลมนุษย์ชาติให้มากที่สุด เร็วที่สุด อย่างเป็นประโยชน์สูง ประหยัดสุด

                                                                  หมวดที่ ๔
                                            คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
ข้อ ๗. กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
๗.๑ เป็นผู้มีศรัทธาที่ถูกต้องถูกตรงในพระพุทธศาสนา
๗.๒ เป็นผู้ยินดี หรือมีปกติรักษาศีล ๕
๗.๓ เป็นผู้ยินดี หรือมีปกติรับประทานอาหารมังสวิรัติ
๗.๔ มีความเต็มใจและตั้งใจที่จะช่วยกิจการพระศาสนา โดยมิได้หวังผลตอบแทนใดๆ
๗.๕ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือมีความเสื่อมเสียเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การงาน
๗.๖ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยคดีร้ายแรง หรือมีคดีความด้วยข้อหาหนักติดตัว
๗.๗ ไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถที่จะช่วยกิจการพระศาสนา
๗.๘ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี บริบูรณ์ และมีอายุศรัทธาในพระศาสนาไม่ต่ำกว่า ๔ ปี

ข้อ ๘. กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
๘.๑ หมดวาระในฐานะกรรมการ เมื่ออยู่ครบ ๒ ปี แล้วปรารถนาพักงานบุญไว้...เพียงที่ทำมา
๘.๒ ตาย , หมดสภาพที่จะทำกิจการงานได้ หรือลาออก
๘.๓ มีความประพฤติเสื่อมเสีย ทุจริต หรือขาดคุณสมบัติที่จะเป็นคณะกรรมการ(ตามระเบียบปฏิบัติข้อ๗)
๘.๔ มีตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือความก้าวหน้าในงานพระศาสนา
กระทั่งคณะกรรมการมีมติให้พ้นสถานภาพด้วยมติอันเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการมูลนิธิ

                                                                  หมวดที่ ๕
                                            การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๙. มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน
ข้อ ๑๐. คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ
เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่นๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙
ข้อ ๑๑. วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนข้อบังคับข้อ ๙ โดยเลือกตามคุณสมบัติของผู้จะเป็นกรรมการมูลนิธิสำนักพุทธธรรม
ข้อ ๑๒. กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี
ข้อ ๑๓. การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ เป็นมติของที่ประชุม
ข้อ ๑๔. กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้ามาเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ ๑๕. ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

                                                                  หมวดที่ ๖
                                            อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๑๖. คณะกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
๑๖.๓ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
๑๖.๔ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้
๑๖.๕ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
๑๖.๖ แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๖.๗ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ บุคคลผู้ทำประโยชน์ในงานเผยแพร่ธรรมะเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
๑๖.๘ เชิญผู้ทรงเกียรติ(คือเป็นคนมีศีล หรือมีใจใฝ่ธรรม)เป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
๑๖.๙ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๖.๑๐ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ
มติให้ดำเนินการตาม ข้อ ๑๖.๗ , ๑๖.๘ และ ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษา ตามข้อ ๑๖.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
๑๖.๑๑ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ข้อ ๑๗. ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๗.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับ และสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือกรรมการมูลนิธิ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนได้ ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
๑๗.๔ ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๑๘. ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถ
ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ ๑๙. ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิ และรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม
คราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับ
การประชุมคราวนั้น
ข้อ ๒๐. เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
ข้อ ๒๑. เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ ๒๒. สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่ง
ระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ ๒๓. คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

                                                                  หมวดที่ ๗
                                            อนุกรรมการ
ข้อ ๒๔. คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้ง หรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้
ข้อ ๒๕. อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำ อยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
๒๕.๑ อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
๒๕.๒ อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิ เกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

                                                                  หมวดที่ ๘
                                            การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๒๖. คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆปี ภายในเดือน พฤศจิกายน และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ ๒๗. การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
ข้อ ๒๘. กำหนดการประชุม และองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖ บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๙. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือ แทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๓๐. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

                                                                  หมวดที่ ๙
                                            การเงิน
ข้อ ๓๑. ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ( หนึ่งแสนบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ ที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ ๓๒. เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ( หนึ่งแสนบาทถ้วน )
ข้อ ๓๓. เงินสดของมูลนิธิ หรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ ๓๔. การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ
หรือผู้ทำการแทน กับเลขานุการ หรือเหรัญญิก ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ ๓๕. การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
ข้อ ๓๖. ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ ๓๗. ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

                                                                  หมวดที่ ๑๐
                                            การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
ข้อ ๓๘. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม
หมวดที่ ๑๑
การเลิกมูลนิธิ
ข้อ ๓๙. ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิแก่.... มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์
(ให้ระบุชื่อมูลนิธิหรือนิติบุคคลที่จะรับทรัพย์สิน และมูลนิธิหรือนิติบุคคลนั้นต้องมีวัตถุประสงค์
ตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
ข้อ ๔๐. การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
๔๐.๑ เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สิน ตามคำมั่นเต็มจำนวน
๔๐.๒ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
๔๐.๓ เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
๔๐.๔ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

                                                                  บทเบ็ดเตล็ด
ข้อ ๔๑. การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ ๔๒. ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิ มาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้
ข้อ ๔๓. ในนามของกรรมการ, คณะกรรมการ, มูลนิธิ จะไม่มีการเรี่ยราย เรียกร้อง ลวงหลอก และเล็ม หรือ
แอบแฝงแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อม เข้าสู่มูลนิธิ คณะบุคคล ตนเอง หรือเพื่อใครก็ตาม...โดยเด็ดขาด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
ข้อ ๔๔ ด้วยฐานะกรรมการ จะต้องดำรงคงมั่น และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ในคุณสมบัติแห่งคณะกรรมการมูลนิธิสำนักพุทธธรรม
ข้อ ๔๕ คณะกรรมการจะเข้าร่วมประชุม ร่วมบริหาร ร่วมด้วยช่วยดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ทั้งร่วมรับรู้ ดูแล ตรวจสอบ และร่วมกิจกรรมทำบุญ สะสมบารมีอยู่เนืองๆ

คณะกรรมการมูลนิธิสำนักพุทธธรรม ผู้จัดทำข้อบังคับ
น.ส. สุนันทา สังข์ศิริ ตำแหน่ง เหรัญญิก และผู้ทำการแทนเลขานุการ เรียบเรียงตามมติกรรมการ

หลวงปู่พุทธสาวก ปัญญาวุฑโฒ สำนักพุทธธรรม ตรวจทาน และรับรอง

     
             
         
 
 
Your Word_ Main